การปฏิเสธรายการ

หัวข้อทั้งหมดในหน้านี้

บางครั้งการทำธุรกรรมอาจไม่ราบรื่น และผู้ถือบัตรอาจยื่นข้อพิพาทสำหรับ charge รายการหนึ่ง โดยขอให้ธนาคารผู้ออกบัตรทำการคืนยอดเงินที่ชำระไปแล้ว การกระทำนี้เรียกอีกอย่างว่า Chargeback

🧾 เหตุผลที่ผู้ถือบัตรยื่นข้อพิพาท

เหตุผลทั่วไปที่ผู้ถือบัตรยื่นข้อพิพาท ได้แก่

  • ไม่ได้รับสินค้า
  • สินค้าที่ได้รับไม่ตรงตามที่ระบุไว้
  • การชำระเงินแบบประจำไม่ถูกยกเลิกตามที่ร้องขอ
  • charge ถูกเรียกเก็บซ้ำ หรือสินค้า/บริการถูกชำระเงินด้วยวิธีอื่นไปแล้ว

เหตุผลข้างต้นทั้งหมดเป็นสาเหตุของข้อพิพาททางการค้า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ายืนยัน charge แล้ว แต่ไม่พอใจกับบริการหรือสินค้าที่ได้รับ

หากผู้ถือบัตรไม่ได้ยืนยัน charge นั้น (เช่น เนื่องจากบัตรสูญหายหรือถูกขโมย) กรณีนี้จะเรียกว่าข้อพิพาทจากการทุจริต การทุจริตเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของข้อพิพาท

โดยทั่วไปผู้ถือบัตรจะเป็นผู้ยื่นข้อพิพาทเอง แต่ในกรณีบัตรสูญหายหรือถูกขโมย ธนาคารอาจยื่นข้อพิพาทโดยอัตโนมัติในนามของผู้ถือบัตร

📋 หน้าที่ความรับผิดชอบของ Omise และร้านค้า

Omiseร้านค้า
  • ตรวจสอบและป้องกันธุรกรรมที่มีแนวโน้มเป็นการทุจริต
  • ตรวจสอบอัตราข้อพิพาทของร้านค้า
  • ให้การอบรมและเครื่องมือแก่ร้านค้าเพื่อจัดการกับข้อพิพาท
  • เปิดใช้งานและกำหนดให้มีมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่จำเป็นเพื่อรักษาระดับการทุจริตให้อยู่ในระดับต่ำ
  • ดำเนินมาตรการเพื่อลดการทุจริตและข้อพิพาททางการค้า
  • สื่อสารกับลูกค้าเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยการคืนเงินหรือวิธีอื่น ๆ
  • ตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้อพิพาท
  • จัดเตรียมหลักฐานเพื่อสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาท

🛡️ การตรวจสอบและควบคุมการทุจริต

charge ทุกรายการที่ Omise ประมวลผลจะถูกประเมิน ควบคุม และตรวจสอบ

  • Onboarding: ในกรณีที่มีแนวโน้มเกิดการทุจริตสูง เช่น หากคุณขายสินค้าที่นำไปขายต่อได้ง่าย Omise จะกำหนดให้ทุก charge ต้องผ่านการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตร (3DS)
  • Pre-authorization: เพื่อยืนยันว่าลูกค้าเป็นผู้ถือบัตรจริง Omise จะตรวจสอบหมายเลขบัตรโดยใช้ค่า CVV ของบัตรและที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงิน (หากมี) สำหรับบัตรที่ออกในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือแคนาดา จะใช้ระบบตรวจสอบที่อยู่ (Address Verification System หรือ AVS)
  • Tokenization: Omise แปลงข้อมูลบัตรเครดิตเป็นโทเคนเพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของหมายเลขบัตรเครดิต ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตเพิ่มเติมได้
  • การวิเคราะห์ความเสี่ยงระหว่างทำรายการ: Omise วิเคราะห์ปัจจัยหลายด้านสำหรับ charge ทุกรายการ เพื่อประเมินว่ามีแนวโน้มเป็นการทุจริตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการวิเคราะห์ ระบบอาจบล็อก charge นั้น หรือกำหนดให้ต้องทำ 3DS แบบไดนามิก charge ที่ถูกบล็อกด้วยวิธีนี้จะแสดงรหัสข้อผิดพลาด failed_fraud_check การวิเคราะห์นี้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น
    • การตรวจสอบความถี่ของ charge จากบัตรใบเดียวกัน เนื่องจากผู้กระทำการทุจริตมักใช้บัตรที่ขโมยมาซ้ำ ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อดึงเงินออกจากบัญชีให้ได้มากที่สุดก่อนที่บัตรจะถูกบล็อก
    • การตรวจสอบความถี่ของ charge จากที่อยู่ IP เดียวกัน หรือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของ IP เดียวกัน
    • ยอดเงินของ charge ที่สูงหรือต่ำกว่าที่คาดไว้
    • คะแนนความเสี่ยงจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการทำธุรกรรม
  • การตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง: Omise ใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อตรวจจับ charge ที่อาจเป็นการทุจริตหลังจากถูก capture ไปแล้ว การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องนี้ช่วยปรับปรุงมาตรการควบคุมความเสี่ยงและเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้นตามเวลา และอาจส่งผลให้บัตรหรือลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมบางรายถูกบล็อกจากการใช้งาน Omise มาตรการเหล่านี้รวมถึงการตรวจจับรูปแบบความล้มเหลวและการตรวจจับความผิดปกติ การตั้งค่าและเกณฑ์ต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปในแต่ละร้านค้า และถูกกำหนดโดยดุลยพินิจของ Omise การตั้งค่าเหล่านี้จะถูกตรวจสอบและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ

❓ คำถามที่พบบ่อย

ข้อพิพาททางการค้ากับข้อพิพาทจากการทุจริตต่างกันอย่างไร ข้อพิพาททางการค้าเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือบัตรยืนยัน charge แล้ว แต่ไม่พอใจกับสินค้าหรือบริการที่ได้รับ ส่วนข้อพิพาทจากการทุจริตเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือบัตรไม่ได้ยืนยัน charge นั้นเลย เช่น เนื่องจากบัตรสูญหายหรือถูกขโมย

ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้อพิพาท ร้านค้าเป็นผู้ตัดสินใจ Omise จะตรวจสอบอัตราข้อพิพาทและให้เครื่องมือรวมถึงการสนับสนุนในการส่งหลักฐาน แต่การตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธข้อพิพาทแต่ละรายการเป็นสิทธิ์ของร้านค้า

ร้านค้าทุกแห่งจำเป็นต้องใช้ 3DS กับทุก charge หรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป Omise จะกำหนดให้ทุก charge ต้องผ่านการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตร (3DS) ตั้งแต่ขั้นตอน Onboarding เฉพาะร้านค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงด้านการทุจริตสูง เช่น ร้านค้าที่ขายสินค้าที่นำไปขายต่อได้ง่าย ร้านค้าอื่น ๆ อาจไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ทั้งหมด

AVS คืออะไร และใช้เมื่อใด ระบบตรวจสอบที่อยู่ (Address Verification System หรือ AVS) เป็นการเปรียบเทียบที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงินที่กรอกตอนชำระเงิน กับที่อยู่ที่บันทึกไว้กับผู้ออกบัตร Omise ใช้ระบบนี้สำหรับบัตรที่ออกในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบใน Pre-authorization

หาก charge ถูกบล็อกจากการวิเคราะห์ความเสี่ยง จะเกิดอะไรขึ้น charge นั้นจะถูกปฏิเสธพร้อมรหัสข้อผิดพลาด failed_fraud_check

👉 ขั้นตอนถัดไป

เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้เพื่อวิเคราะห์การใช้และปรับการใช้งานให้เหมาะกับท่าน เมื่อกดยอมรับหรือยังคงเข้าชมเว็บไซต์ต่อ เราถือว่าท่านยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์ อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว